บทความ - นักลงทุนมือใหม่...ต้องเริ่มอย่างไร


นักลงทุนมือใหม่...ต้องเริ่มอย่างไร
Share :

นักลงทุนมือใหม่...ต้องเริ่มอย่างไร



    ผู้อยากลงทุนแต่ละคนล้วนก็มีปัจจัยในหลากหลายด้าน เนื่องจากการลงทุนในแต่ละประเภทล้วนมีความเสี่ยง รวมทั้งผลตอบแทนแตกต่างกัน ยิ่งในยุคนี้นั้นมีความเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างสุดเหวี่ยง แต่จะลงทุนอย่างไรให้ได้ผล ไปติดตามกัน

 

อยากรู้ไหม..ทำไมต้องลงทุน?

    ก็เพราะเราทุกคนต่างมีความฝัน แต่กว่าความฝันจะเป็นจริง คุณต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ลองคิด เล่นๆ หากคุณต้องการเงิน 1 ล้านบาทเพื่อไปทำตามความฝัน ถ้าเก็บเงินเดือนละ 1,000 บาท โดยปล่อยให้เงินนอนนิ่งๆ อยู่ในบัญชีเงินฝากเพียงอย่างเดียว คงต้องใช้เวลาประมาณ 83 ปี กว่าจะมีเงิน 1 ล้านบาท

 

    แต่หากคุณกล้าที่จะปล่อยเงินให้ออกมายืดเส้นยืดสายทำงานแทนคุณดูบ้าง ลองนำเงิน เดือนละ 1,000 บาทนี้ไปลงทุน คุณจะใช้เวลาในการเก็บเงินน้อยลงหลายเท่าตัว นั่นเพราะ “การลงทุน” ย่อมช่วยให้ถึงเส้นชัยได้สมใจหวัง

 

ลงทุนง่ายๆ แบบ Step by Step

1. รู้จักตนเอง

    สำหรับผู้ลงทุนมือใหม่หรือหลายๆ คนที่สนใจลงทุน แต่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้จะลงทุนอย่างไร ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน ลองเริ่มจาก “รู้จักตัวเอง” ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกนิด ถามตัวเองให้แน่ใจก่อนว่า “เป้าหมาย” การลงทุนของคุณคืออะไร?

จากนั้นค่อยพิจารณา “เงื่อนไข” ในการลงทุนว่าคุณ...

อายุเท่าไหร่?

ชอบ สนใจ หรือถนัด สินทรัพย์ประเภทไหน?

มีประสบการณ์ลงทุนหรือไม่?

มีเงินลงทุนมากน้อยเพียงใด?

ต้องการผลตอบแทนรูปแบบใด? เท่าไหร่?

มีเวลาติดตามข่าวสารด้านการลงทุนหรือไม่?

หากขาดทุน จะยอมรับได้ในวงเงินไม่เกินเท่าไหร่?

หากได้กำไร จะขยายวงเงินในการลงทุนหรือไม่?

 

    ที่สำคัญคือ “ยอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน?” เพราะสิ่งเหล่านี้แหละที่จะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีว่า ทางเลือกลงทุนแบบไหนและสัดส่วนการลงทุนแบบใด ที่จะเหมาะกับคุณมากที่สุด

 

1. รับความเสี่ยงได้ต่ำ (Conservative)

     ยอมรับความผันผวนได้น้อยหรือแทบจะไม่ได้เลยการลงทุนส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นไปที่การพยายามรักษาเงินลงทุนให้ปลอดภัย

2. รับความเสี่ยงได้ปานกลาง (Moderate)

     ยอมรับความผันผวนได้ระดับหนึ่งเพื่อแลกกับการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นและหวังให้เงินลงทุนบางส่วนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

3. รับความเสี่ยงได้สูง (Aggressive)

    ไม่กังวลกับความผันผวนที่เกิดขึ้น เพราะมุ่งหวังจะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น รวมถึงโอกาสที่เงินลงทุนจะเติบโตเพิ่มขึ้น

 

2. รู้จักทางเลือกลงทุน

    เมื่อรู้จักตัวเองมากขึ้น ก็ต้องทำความรู้จักกับสิ่งที่คุณจะลงทุนด้วย เพราะทุกวันนี้นอกจาก “เงินฝากธนาคาร” ที่เราคุ้นเคยกันดีแล้ว ยังมีทางเลือกลงทุนให้เลือกมากมาย

คุณอาจไม่ต้องทำความรู้จักกับทางเลือกทั้งหมดในตอนนี้ แค่แบ่งทางเลือกลงทุนเป็น 6 ประเภทใหญ่ๆ

หุ้น(เป็นเจ้าของกิจการโดยไม่ต้องนับหนึ่ง)

อนุพันธ์(ทำกำไรทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง)

กองทุนรวม(เงินทุนเติบโตผ่านมืออาชีพ)

DW(ลงทุนน้อยแตผลลัพธ์มาก)

อีทีเอฟ(ซื้อง่ายขายคล่องผลตอบแทนตามดัชนี)

ตราสารหนี้(เสี่ยงน้อยผลตอบแทนสม่ำเสมอ)

 

    แต่เพื่อให้แน่ใจว่า... ทางเลือกที่คุณจะลงทุนนั้น เหมาะกับเป้าหมายและข้อจำกัดในการลงทุนของคุณจริงๆ คุณอาจต้องเข้าใจถึงคุณสมบัติเฉพาะตัวความเสี่ยงและผลตอบแทนนั้นด้วย

 

3. วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค

    ไม่ว่าจะลงทุนในสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์อะไรก็ตาม คุณควรเข้าใจใน “ปัจจัยพื้นฐาน” ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ลงทุนนั้น เพราะราคาของ สินทรัพย์ทุกชนิดย่อมเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามปัจจัยที่มากระทบ ซึ่งคุณสามารถใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานมากำหนดกรอบการลงทุนให้แคบลง โดยเริ่มจากวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจ ลงมาสู่อุตสาหกรรม และท้ายที่สุดก็จะสามารถเลือกสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ที่ควรลงทุนได้

 

4. ลงมือทำตามแผน

    ในที่สุด... ก็ถึงเวลาเริ่มลงทุนกันจริงๆ เสียที แต่ก่อนที่จะลงทุนในหลักทรัพย์ใดๆ ได้นั้น คุณต้องทำการ “เปิดบัญชี” เพื่อใช้ในการซื้อหรือขายก่อน

 

5. ติดตามและทบทวนแผนการลงทุนสม่ำเสมอ

    ขั้นตอนสุดท้าย... คุณต้องมีการ “ติดตามผล” หมั่นตรวจสอบสถานะการลงทุนของตนเป็นประจำ ว่าเป็นไปตามเป้าหมายการลงทุนที่กำหนดไว้ตอนต้นหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จะได้ “ปรับพอร์ตการลงทุน” ของตน ได้ทันท่วงที

 

    ทั้งนี้ การพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบก่อนลงทุนและทบทวนแผนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการลงทุนและช่วยลดความวิตกกังวลในการลงทุนลงได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก set

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

- ทำไมเราต้องเสีย ภาษี

- วางแผนการเงินเกี่ยวกับมาตรการภาษี เยียวยาโควิด-19

- ภาษีที่คนทำธุรกิจต้องรู้

Created : 25-03-2020


บทความที่น่าสนใจ

สอนมือใหม่หากคิดจะเริ่มการเล่น Forex

เริ่มต้นเทรด Forex ยังไงให้ผลลัพธ์ยั่งยืน